รีวิวที่นั่งชั้นประหยัด Thai Smile Airways กรุงเทพฯ – ชัยปุระ (BKK – JAI)

ครั้งนี้จะพาบินไปกับสายการบินไทยสมายล์ (Thai Smile Airways) เส้นทางจากกรุงเทพ ฯ มุ่งหน้าสู่ประเทศอินเดีย ไปยังเมืองชัยปุระ หรือ เมืองสีชมพู (Pink City) หรือที่คนอื่นเรียกว่า จัยปูร์ นับว่าเป็นเส้นทางบินนอกประเทศของไทยสมายล์ที่เกือบจะไกลที่สุดแล้ว

ไทยสมายล์ เป็นสายการบินจะโลคอสก็ไม่ใช่ จะฟูลเซอร์วิสก็ไม่เชิง เพราะว่ามีอาหารบริการในไฟล์ไกล ๆ ด้วย ส่วนไฟล์บินในประเทศใกล้ ๆ ก็มีขนมแจก แถมให้โหลดกระเป๋าฟรีอีกต่างหาก ผมคิดว่าเป็นมากกว่าโลว์คอสต์แต่ไม่ถึงฟูลเซอร์วิสนะครับ คือทำราคาต่ำกว่าการบินไทยโดยที่ยังมีบริการอื่น ๆ อยู่ เพราะเดี๋ยวเสียแบรนด์การบินไทย แต่ก็ไม่ขนาดตัดยุบยับเหมือนแอร์เอเซีย

เกิดมาก็เพิ่งเคยไปอินเดียเนี่ยละ เพิ่งเคยนั่ง Thai Smile ด้วย

เส้นทางที่ไปคราวนี้คือบินไปอินเดีย ค่อนข้างไกล ใช้เวลาบิน 4 ชั่วโมง 40 นาทีได้ โดยออกจากกรุงเทพ ฯ ประมาณ 4 ทุ่ม แล้วไปถึงที่ชัยปุระตอนตี 1:15 ซึ่งเร็วกว่าบ้านเราประมาณ 1:30 ชั่วโมงได้ (UTC+05:30) ราคาตั๋วนี้รวมโหลดกระเป๋าแถมให้คนละ 20 กิโลครับ สำหรับผมกับแฟน 2 คน เที่ยวนี้รวมโหลดไปแค่ 9 กิโล พนักงานยังสงสัยว่าไม่เอาอะไรไปเหรอ เมื่อเทียบกับกลุ่มคุณป้าชุดขาว 20 กว่าคน ที่ขนกะละมัง กระทะ น้ำพริกน้ำปลา หรือแม้กระทั่งเส้นขนมจีนใส่กล่องไปด้วย ผมกะด้วยสายตาแล้วเฉลี่ยคนนึงมีเกือบ 20 กิโลแน่ ๆ ก็คงเฉลี่ยน้ำหนักกันไป

เห็นคนเช็คอินไปอินเดียมีแต่คนแต่งชุดขาว ผมก็นึกว่าผมคงแต่งตัวไม่ถูกระเบียบแล้ว ต้องกดดันแน่ ๆ ถ้าขึ้นไปในเครื่องมีแต่คนแต่งชุดขาว แต่สุดท้ายก็ไม่เจอกัน เพราะชุดขาวส่วนใหญ่จะไปแสวงบุญที่พาราณสี ซึ่งไทยสมายล์ก็มีบินไปด้วยเหมือนกัน

คนไม่เยอะเท่าไรขาไป ส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดีย มีคนไทยเล็กน้อย

ใครที่กลัวว่าแขกจะตัวเหม็นทั้งลำ บอกเลยว่าไม่เป็นนะครับ ไม่มีกลิ่นเลย น่าจะเป็นที่อากาศตอนกลางคืนและการดูแลตัวเองของผู้โดยสาร แถมนั่งกันค่อนข้างเรียบร้อย ไม่โหวกเหวกเท่าไร แต่ขากลับมาถึงเช้าบ้านเรา ร้อนเหงื่อออก จะเริ่มมีกลิ่นตัวตอนออกจากเครื่องครับ

อันนี้นั่งหลังตรงให้ดู ผมสูง 180 กว่า ขายังเหลือ ๆ ไม่อึดอัด นั่งสบายกับการเดินทางไปชัยปุระ 4 ชั่วโมงกว่า ๆ

ที่นั่งนั่งสบายดี ไม่อึดอัด ไม่แคบไป ใช้ได้เลย

อาหารร้อนวันนี้เป็นข้าวปลา 3 รส รสไม่จัดแบบคนไทยมาก แต่อร่อยเลยขอบอก

ถ้าบินไกล ๆ จะมีอาหารร้อนให้บริการครับ ไม่ต้องจ่ายเพิ่มอะไรแล้ว

กินถั่วเล่น ๆ ไปพลาง ๆ

เนื่องจากว่าได้ที่นั่งตรงประตูฉุกเฉิน ก็จะมีการมาสอบถามอีกครั้งว่า เกิดเหตุฉุกเฉินต้องช่วยเปิดประตูได้นะ สื่อสารภาษาอังกฤษได้นะ มีแรงนะ โอเคไหม ฯลฯ ถ้าเราไม่โอเคก็จะให้เราย้ายที่นั่งใหม่ ปกติตอนเช็คอินบางทีเขาจะบอกเราก่อน ข้อดีคือบางเครื่องบินตำแหน่งตรงนี้จะกว้างกว่าจุดอื่น ทำให้นั่งเหยียดขาสบายกว่า แต่จุดนี้ไม่ใช่ก็อดไป

ใช้ Airbus A320 – 200 ตระกูลยอดนิยม

สิ่งที่ไม่ดีเท่าไรคือเวลาถึงอินเดียครับ เราไปถึงที่เมืองชัยปุระ (จัยปูร์ จัยปัว) ประมาณตี  1 กว่า ๆ ซึ่งเอาจริง ๆ สำหรับคนที่เที่ยวด้วยตัวเองแบบผม ไม่ได้มีรถทัวร์มารับ เวลาที่ไปถึงถือว่าไม่ค่อยดีเท่าไร คือ จะนอนสนามบินก็ลำบาก (ดูไม่น่านอนด้วย) จะออกไปโรงแรมก็เสียเงินคืนนึงก็แบบไม่ค่อยคุ้ม จะเดินไปหาโรงแรมโซนใกล้ ๆ สนามบินก็โคตรเปลี่ยว (และไกลด้วย อย่าเดินครับ ผมลองดูตอนนั่งรถออกมาแล้ว)

แต่เมื่อเทียบกับราคาค่าตั๋วแล้ว ถือว่ารับได้ ไปกลับช่วงโปรตกคนละแค่ 9,000 บาทเท่านั้นเอง ช่วงไม่โปรก็ 10,000 บาทนิด ๆ สำหรับเส้นทางที่บอกได้เลยว่าไม่ฮิตสำหรับคนไทย แต่สำหรับกลุ่มเป้าหมายของไทยสมายล์คงเป็นลูกค้าชาวอินเดียที่นิยมเดินทางมาพักผ่อนที่เมืองไทยนี่ละครับ ขากลับเต็มแน่นเลย เพราะเท่าที่ถามดูส่วนใหญ่ชอบมาเที่ยวเมืองไทยช่วง Low Season ของที่โน้น หนีร้อน แถมบางคนก็มีกิจการการค้าขายกับเมืองไทย ต้องเดินทางกันบ่อย

ขากลับพนักงานที่เคาเตอร์เป็นคนท้องที่นะครับ อย่าเพลินจนลืมสื่อสารผิดไป
ขากลับก็เรื่อย ๆ ครับ ไม่มีอะไรมาก

อ้อ ประเทศนี้ผู้ชายทำงานบริการทั้งหมดครับ ผู้หญิงอยู่บ้าน ผมเคยเจอผู้หญิงทำงานที่เดียวคือที่โรงพยาบาล เป็นคนทำความสะอาดครับ นอกนั้นไม่เคยเจอเลย

แถมวิธีเดินทางเข้าเมืองจากสนามบิน

สำหรับผมเลือกจองโรงแรมในเมืองไว้เพราะเดินทางไปกับแฟน ไม่อยากนอนที่สนามบิน ยอมเสียเงิน 1 คืน แต่ต้องแจ้งทางโรงแรมก่อนว่าจะไปถึงประมาณตี 2 ราคาโรงแรมไม่แพงครับ ผมเลือกไม่แพงมากเพราะแค่นอนแป๊บเดียว ถึงโรงแรมก็ต้องไปเคาะประตูเรียกพนักงานครับถ้าไม่ได้เป็นโรงแรมใหญ่เปิด 24 ชั่วโมง ส่วนใหญ่โรงแรมจะปิดตอนเที่ยงคืน เขาจะล็อคแล้วนอนเฝ้ากันข้างในโรงแรม เรียกมาเปิดได้ครับ

ส่วนค่าแท็กซี่ออกจากสนามบินนั้น ไม่ต้องห่วงครับ ทำใจไว้โดนฟันแน่นอน ยิ่งเป็นตอนกลางคืนด้วย ผมเตรียมใจมาแล้ว ขนาดเลือกใช้ Prepaid Taxi แล้วนะ ข้อดีคือเขาจะบอกราคาเราก่อนนั่ง ก็คุยให้ดี ๆ ว่าเป็นราคาเหมานะ ต่อรองนิดหน่อย สุดท้ายตกประมาณ 200 บาทจากสนามบินไปยังแถว ๆ ที่พักสถานีรถไฟกลางเมือง ก็ไม่แพงหรอกครับ

ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้ใช้ Uber ครับ หรือ Ola ของที่โน้น ผมก็ไม่นึกว่าจะมีเหมือนกัน รับรองราคาถูกกว่ากันเป็นครึ่งครับ

ขากลับผมนั่งตุ๊ก ๆ สามล้อ Rickshaw ริชชอร์ เนี่ยละ ตกประมาณ 150 บาทได้ จากสถานีรถไฟเหมือนเดิม เครื่องออกตี 2 ก็นอนที่โรงแรมแล้วออกไปตอนก่อนเที่ยงคืน

ค่ารถอย่าไปคิดมากครับแพงกว่าที่เราหาข้อมูลมา 20 – 50 บาท ให้ได้ให้เขาไปครับ ดีกว่าเสียเวลาเสียจิต

ถ้าใครไปเร็ว 6 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม ที่ชัยปุระเขามีรถไฟฟ้าเหมือน BTS บ้านเราเนี่ยละครับ จากสนามบินเข้าเมืองได้เลย

สรุป

ข้อดี

  • เส้นทางไปอินเดีย ราคาย่อมเยาว์มาก รวมโหลดกระเป๋า 20 กิโล
  • บริการดี มีอาหารทาน อร่อย อาจจะเพราะแชร์โค้ดร่วมกับการบินไทยด้วย
  • แอร์สวย น่ารัก

ข้อเสีย

  • เวลาไปถึงชัยปุระไม่ค่อยดี คือกั๊ก ๆ สำหรับคนเที่ยวเองจะลำบากหน่อยว่าจะเอาไงกับชีวิต จะนอนสนามบินหรือเข้าเมือง

ถ้าไทยสมายล์มีโปรผมว่าน่าสนใจมากนะครับ เส้นทางในประเทศผมยังเฉย ๆ เพราะราคาเป็นตัวตัดสินใจแรก ๆ ของผม อีกอย่างบ้านผมอยู่ใกล้ทางสนามบินดอนเมืองมากกว่า เฉพาะส่วนต่างค่ารถไปกลับถ้าขึ้นเจ้าอื่นก็ประหยัดไปได้อีก 200 บาทเลยทีเดียว

ถ้าจะใช้ไทยสมายล์ส่วนตัวผมคงจะเทียบเฉพาะเส้นที่ไปต่างประเทศหรือว่ามีไทยสมายล์บินเจ้าเดียว หรือในประเทศที่ราคาโปรแล้วใกล้เคียงเจ้าอื่น เพราะคุณจะได้ความรู้สึกเหมือนได้รับการบริการแบบการบินไทยด้วยพนักงานที่อายุน้อยกว่า กระฉับกระเฉงกว่า ในราคาค่าตั๋วที่ถูกกว่าเจ้าป้า แถมยังสะสมไมล์ได้เหมือนกันด้วย คุ้มตรงนี้แหละครับ

Facebooktwittergoogle_plus
Loading Facebook Comments ...
Loading Disqus Comments ...